สำหรับฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้า หรือคนที่เคยมียอดหนี้บัตรเครดิตสะดุด (ติดเครดิตบูโร) การเดินเข้าธนาคารเพื่อขอกู้ซื้อบ้านมักจะจบลงด้วยคำว่า "ไม่อนุมัติ" แต่ปัจจุบันมีโมเดลการซื้ออสังหาฯ ที่เรียกว่า "เช่าซื้อ" (Lease to Own / Rent to Own) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากครับ
การเช่าซื้อทำงานอย่างไร?
โมเดลนี้คือการผสมผสานระหว่างการ "เช่า" และ "ซื้อ" เข้าด้วยกัน โดยผู้ซื้อจะทำสัญญากับเจ้าของบ้านหรือโครงการ ว่าจะขอเช่าอยู่ไปก่อน (มักจะกำหนด 1-3 ปี) โดยเงินค่าเช่าที่จ่ายไปในแต่ละเดือน จะถูกนำไปหักสะสมเป็น "เงินดาวน์บ้าน"
เมื่อครบกำหนดสัญญาตามที่ตกลงกันไว้ ผู้ซื้อจะมีประวัติการชำระเงินที่สม่ำเสมอ ซึ่งสามารถนำประวัตินี้ไปยื่นกู้ธนาคารเพื่อซื้อบ้านหลังนี้เป็นชื่อของตัวเองได้อย่างเป็นทางการ
ข้อดีสำหรับ "ผู้ซื้อ"
- ย้ายเข้าอยู่ได้ทันที: ไม่ต้องรอเก็บเงินก้อนใหญ่เพื่อดาวน์บ้าน
- ล็อคราคาบ้านไว้ล่วงหน้า: แม้จะทำการซื้อจริงในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่ราคาบ้านจะอิงตามวันที่ทำสัญญาเช่าซื้อ ไม่ต้องกลัวราคาประเมินขึ้น
- สร้างประวัติการเงินใหม่: ระหว่างที่เช่าอยู่ คุณมีเวลาเคลียร์หนี้เก่าและสร้าง Statement ให้สวยงามเพื่อเตรียมกู้แบงก์ในอนาคต
ข้อควรระวัง!
- ค่าเช่ามักจะแพงกว่าปกติ: เพราะส่วนหนึ่งถูกหักไปเป็นเงินดาวน์
- เสี่ยงสูญเงินฟรี: สัญญาเช่าซื้อมักระบุไว้ว่า หากครบกำหนด 3 ปีแล้วคุณยังกู้แบงก์ไม่ผ่านหรือไม่ยอมซื้อ เจ้าของบ้านมีสิทธิ์ริบเงินค่าเช่าสะสมทั้งหมด โดยไม่คืนให้เลยสักบาท
- กรรมสิทธิ์ยังไม่ใช่ของคุณ: ในระหว่างที่เช่า หากหลังคารั่วหรือแอร์พัง ต้องระบุในสัญญาให้ชัดเจนว่าใครรับผิดชอบค่าซ่อมแซม
คำแนะนำ: การทำสัญญาเช่าซื้อต้องอ่านเงื่อนไขให้รัดกุมที่สุด และประเมินความสามารถในการกู้แบงก์ของตัวเองในอีก 2-3 ปีข้างหน้าให้ขาด หากไม่มั่นใจว่าจะเคลียร์เครดิตบูโรได้ทัน อย่าเพิ่งเสี่ยงทำสัญญาเช่าซื้อครับ