ประเทศไทยถือเป็นสวรรค์ของชาวต่างชาติในการมาใช้ชีวิตวัยเกษียณหรือเข้ามาทำงาน หลายคนจึงมีความต้องการที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย แต่ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อสงวนสิทธิ์ที่ดินไว้ให้คนไทย ชาวต่างชาติจึงมีข้อจำกัดในการถือครอง ดังนี้ครับ
1. การซื้อคอนโดมิเนียม (อาคารชุด)
นี่คือรูปแบบอสังหาฯ ที่ง่ายที่สุดและเป็นที่นิยมที่สุด ที่ชาวต่างชาติสามารถซื้อและถือกรรมสิทธิ์ (มีชื่อเป็นเจ้าของโฉนด) ได้อย่างถูกต้อง 100% ภายใต้เงื่อนไข "โควตาต่างชาติ 49%"
- คอนโด 1 โครงการ จะอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือกรรมสิทธิ์รวมกันได้ไม่เกิน 49% ของพื้นที่ขายทั้งหมด ส่วนอีก 51% ต้องเป็นของคนไทย
- ชาวต่างชาติจะต้องนำเงินโอนจากต่างประเทศเข้ามาในไทย โดยต้องมีเอกสารยืนยันจากธนาคารที่เรียกว่า FET (Foreign Exchange Transaction Form) เพื่อใช้ประกอบการโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน
2. การซื้อที่ดิน หรือ บ้านพร้อมที่ดิน (ทาวน์โฮม/บ้านเดี่ยว)
ตามกฎหมายไทย ห้ามชาวต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยอย่างเด็ดขาด ยกเว้นจะเข้าข่ายเงื่อนไขพิเศษที่กฎหมายส่งเสริมการลงทุนกำหนดไว้ ดังนี้:
- นำเงินมาลงทุนเกิน 40 ล้านบาท: หากชาวต่างชาตินำเงินมาลงทุนในธุรกิจที่รัฐบาลกำหนด (เช่น พันธบัตรรัฐบาล, กองทุนรวมอสังหาฯ) ไม่น้อยกว่า 40 ล้านบาท และดำรงการลงทุนไว้อย่างน้อย 3 ปี จะได้รับอนุญาตให้ซื้อที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยได้ ไม่เกิน 1 ไร่ (ต้องขออนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)
- การได้รับการส่งเสริมจาก BOI: บริษัทต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI อาจได้รับสิทธิพิเศษในการซื้อที่ดินสำหรับตั้งโรงงานหรือที่พักพนักงาน
3. ทางออกยอดฮิต: การจดทะเบียนเช่าระยะยาว (Leasehold)
หากชาวต่างชาติอยากได้บ้านเดี่ยวเป็นของตัวเองแต่มูลค่าลงทุนไม่ถึง 40 ล้านบาท วิธีที่ถูกต้องและเป็นที่นิยมคือ การทำสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี
- ชาวต่างชาติจะเช่าที่ดินจากคนไทย (หรือบริษัทคนไทย) โดยไปจดทะเบียนเช่าอย่างถูกต้องที่กรมที่ดิน มีสิทธิ์ครอบครองและใช้งานได้นาน 30 ปี
- เมื่อครบ 30 ปี สามารถตกลงต่อสัญญาได้อีก 30 ปี (ตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า) ถือเป็นการครอบครองที่มั่นคงและถูกต้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ครับ
🚨 ข้อห้ามเด็ดขาด: การใช้วิธีให้ภรรยาคนไทย หรือจ้างคนไทยมาเป็น "นอมินี" (Nominee) ในการซื้อที่ดินแทน ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และอาจถูกเพิกถอนกรรมสิทธิ์หรือถูกดำเนินคดีอาญาได้ครับ